ETC

แอบเลียนแบบ Entry เก่าๆของพี่แชมป์

ระหว่าง Blog กับ Diary :p



เอ่อ ผมเข้าใจนะว่าใน Exteen มี Radio DJ

อยู่หลายคนรวมทั้งพี่ Bickboon ที่ผมนับถือด้วย

แต่ผมอยากเขียนเอาไว้เพื่อให้คนเข้าใจกันมากขึ้น



1. การทำงานนะคร้าบ

Radio DJ : จากที่ผมได้เรียนรู้จากพี่บิ๊คจะมีการทำ

โพลมาก่อนว่าี่ชาวบ้านอยากฟังเพลงไหนกัน

แล้วจะมีการจัดคิวเพลงมาเรียบร้อยแล้ว แต่ว่า

ต้องการความสามารถในการพูดอย่างสูงเพื่อ

ให้คนฟังไม่เบื่อกัน แต่ไม่ต้องยุ่งกับเรื่องเพลง

มากนัก


Club DJ : จริงๆแทบไม่มีการพูดออกไมค์เลยหรือ

เหมือนเล่นอย่างเดียว โดยปกติจะไม่มีการต่อไมค์

ด้วยซ้ำ แล้วอุปกรณ์คือ CDJ, Turntable ไม่ก็ใช้คอม

Mix เพลง โดยที่ Radio DJ ไม่ใช้กันอย่างที่หลายคนคิด

แล้วเพลงจะเป็นเพลงที่ DJ เอามาเอง Playset ของเขา

เหมือน Identity ของแต่ละคน ถึงแม้เล่น Genre เดียวกัน

เช่น Trance หรือ Psy Trance แต่ก็จะมีลักษณะเด่นๆของ

DJ นั้นๆว่าฟีลไหน โหด แรง ไหล นุ่ม ลื่น ไปต่างๆนาๆ



2. รายได้

Radio DJ ผมว่ารายได้ถือว่าดีกว่า Club DJ มากๆ

แต่อาจหางานยากกว่า เพราะช่องที่คนฟังเยอะๆก็มีDJ

เก่งๆทำงานอยู่แล้วใช่มะ :(

Club DJ ผมว่ารายได้น้อยกว่าค่อนข้างเยอะเลยนะ

แต่งานก็หาไม่ยากเท่าไรถ้ามีเครื่อง แต่ร้านดีๆมักจะมี

รุ่นพี่ Club DJ ทำงานอยู่แล้วอะดิ



3. สิ่งจำเป็นในการทำงาน

Radio DJ : ผมว่าต้องมีทักษะการพูดอย่างสูงเลยนะ

ให้พริ้วๆไว้ พูดแทบไม่หยุด น้ำเสียงก็สำคัญเห็นโดนด่า

หลายรายแล้วนะเนี่ย


Club DJ : ทักษะการ Mix หรือ Scratch ถ้าตามตลาด

ตอนนี้คงต้องเล่น Scratch เก่งๆไว้ก่อน ร้านเพลงแนว

Electronic ก็ยังไม่ค่อยบูมเท่าไร DJ ที่เล่น Mixing ก็

เครียดหน่อยล่ะครับ (- -")





วันก่อนโดนเพื่อนเรียกว่า "Party Animal"ผมชอบนะ

ไม่คิดว่ามัน Insult แต่อย่างไดเพราะมันจริง

แถมภูมิใจนิดๆด้วย วันนี้ก็กะจะเขียนเรื่องการจัด Party หน่อย



การจัด Party สิ่งแรกคือต้องดูว่า จะจัดเป็นงานแนวไหน

ปาร์ตี้ชิลล์ๆคุยสังสรรค์ หรือปาร์ตี้แบบเมาเต้นกระจาย

เพราะองค์ประกอบที่จะใส่ในงานก็มักจะต่างกัน



ปัจจัยอันดับหนึ่งสำหรับผมคือดนตรีครับ ต้องจัดเครื่องเสียง

ให้ดีเป็นอันดับแรก ตอนผมอยู่นั่นเลยไปยืม Sub อันใหญ่ๆ

กับลำโพงเล็กๆมาติด Surround รอบห้องให้มันกระหึ่มไป

สำหรับงานแบบชิลล์ๆก็ไม่ต้องเตรียมมาก ลำโพงธรรมดา

ก็เพียงพอแล้วเพราะเราไม่ได้เปิดดัง ไม่ต้องกลัวเสียงแตก

แต่ถ้าสำหรับจะจัดงานเมาแหลก เต้นไส้ปลิ้นก็ต้องหา

ลำโพงดีๆหน่อยมาสาดดดด

สำหรับแนวเพลง EDM (Electronic Dance Music) ที่แนะนำ

Chill Out

- Soulful House, Funky House, Ambient, Electro Chillout

Hard Out

- Trance, Techno, Hard House,
Hard Trance, Psy Trance



ปัจจัยอันดับสอง แสงไฟ Lighting ครับที่สำคัญ

สามารถช่วยสร้างบรรยากาศในงานได้อย่างแรง

สำหรับงานชิลล์ๆ แนะนำแสงเทียนเลยครับ

ถ้าบ้าจี้ไม่กลัวไฟไหม้ ไม่ก็หลอดใส้แบบ Bulb

แสงส้มๆนวลๆที่แหละ โรแมนติคดีนัก

งานแบบแรงๆก็เหมือนจะขาดหลอดไฟ Strobe Lightไม่ได้

หรือที่เรียกในไทยก็ Flash มันคือตัวที่ทำให้เมาครับ

มึนส์ๆลุกมาเต้น

ถึงไม่ชอบเพลงถ้ามี Strobe ก็ลุกมาเต้นกันเกือบทุกคนล่ะครับ

ผมเลยลงทุนซื้อ Strobe ที่โน่นหนึ่งอันเลยเพื่อให้งานสมบูรณ์

อีกอย่างก็คือ Black Light ที่เหมือนสัญลักษณ์ของ Party ครับ

ติดไว้สัก 2-3 ตัวรอบๆห้องก็หรูแล้ว



ปัจจัยต่อไป Alcohol ไม่เมาก็ไม่มันส์ครับ เพราะยางอาย

งานChill Out คงไม่มีใครปฏิเสธ Wine หรือWhisky นุ่มๆ

ค่อยๆจิบลิ้มรสชาติ แล้วนั่งคุยกรึ่มๆกำลังดี กินนิดๆก็โอเคแล้ว

แต่สำหรับงาน Hard Out ก็คงต้องเบียร์เป็นหลักล่ะครับ

เพราะต้องกินโหดๆ เยอะๆ เน้นปริมาณให้เมา

คงไม่มีใครเปิด Wine มานั่งซดหรอกครับ

เปลืองตัง กินให้เมาไม่เน้นรสชาติไม่ก็กินเป็น Shot

พวก Tequila, Vodka เพราะนิดหน่อยก็เมาแหล่ว

แต่ที่นิยมสุดก็คงเป็น Tequila จริงๆล่ะครับ

ถ้าเป็นของดีจะมีหนอน หนอนใน Tequila นี่สุดยอดเมาเหี้ย

เพื่อนผมแม่งสั่งกันทุกคน

โดยส่วนตัวชอบ Vodka Redbull เป็นที่สุด อร่อยและเมา

งานแบบนี้เน้นเมามากๆครับ จบงานแบบนี้ทีไรผมเมา

Fucked up กลับบ้านอ้วกแตกทุกที



ปัจจัยที่สี่ ของกินเล่นในงาน ถ้าคนเกิดหิวขึ้นมาระหว่างงาน

ก็คงกระไรอยู่ดังนั้นเรื่องของกินก็สำคัญครับ

งานชิลล์ๆ ของกินเป็นจานก็ถือว่าโอเคเพราะนั่งกินนั่งคุยกัน

หรือ Snack พวกเนื้อทอด มันกรอบ ยำ อะไรพวกนี้ก็ถือว่าโอเค

แต่งานเต้นพวกนี้ ผมว่าอาหารเป็นจานคือของต้องห้ามเลย

เพราะทำให้คนนั่ง คนนั่งทำให้คนไม่ค่อยเต้น คนไม่เต้นDJเซ็ง

เอาเป็นพวก Snack อย่างเดียวใส่ไว้ตรงโต๊ะเล็กๆ วางไว้ตามมุม

แต่อย่าให้เยอะเกินมันหนักท้องทำให้คนเต้นไม่ไหวเพราะจุก



ปัจจัยสุดท้ายที่ผมว่าคือที่นั่ง เก้าอี้ โซฟาอะไรพวกนี้

งาน Chill Out ต้องมีพวก Sofa นั่งสบายๆแน่นอน เพราะเน้นนั่ง

เป็นหลัก วางให้ไม่ห่างกันมาก ในระยะคุย และใกล้ๆกับโต๊ะ

วางอาหารให้หยิบกินได้สบายๆ แต่กลับกัน

งาน Dance พวกนี้ห้ามวางเก้าอี้พวกนี้ไว้กลางห้อง ให้วางหลบๆ

ไม่ให้คนไปนั่งกันมาก ไม่งั้นมันจะไม่เต้นกัน เอาแต่กิน ทำให้

งานกร่อยลงไปชิบหาย



สุดท้ายที่อยากบอก.... อย่าลืมคิดเรื่อง Clean up after party ด้วย

ถ้ารักที่จะจัด ก็ควรรักที่จะเก็บด้วย คนที่ Organize งานไม่ควร

เมาหัวทิ่ม เพราะมันน่ะแหละ ที่ต้อง Clean up... ถ้าเป็นไปได้

พยายามเคลียร์พวกขวดเบียร์อะไรพวกเนี้ย ระหว่าง Party

ไปเลยจะได้ไม่ต้องเก็บเยอะๆรวดเดียว ขยะพวกเนี้ยก็วางถังไว้

ให้ทิ้งๆกันให้ถูกที่ด้วย



ว่าแต่เรามาจัด Party Exteen กันดีไหมเนี่ย :D

Funky House หวานๆ

Kaskade - Everything



วันนี้กลับมาคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน (ยังไงวะ) ต่อเหมือนเดิม



ต้นกำเนิดคำว่า Wannabe มาจากคำว่า Wannabe

ซึ่งมาจกคำว่า Want to be

Wanna be สามารถใช้แทนคำว่า Want to be

เช่น He want to be cool ก็เป็น He wanna be cool

Origin : Want to be >> Wanna be >> Wannabe





ส่วนคำว่า Wannabe ก็กลายพันธ์มาจาก Wanna be

Wanna be แปลว่าอยากจะเป็น

ส่วน Wannabe แปลว่าพวกอยากจะเป็น (เข้าใจมั้ยเนี่ย)



ยกตัวอย่างเช่นพวก Mexican Ganster ตามสยาม

ไม่ก็พวกที่ใส่ Headphoneใส่เสื้อ Hiphop ทำท่า DJ

แต่ Headphone มันสำหรับฟัง Acoustic ไม่ใช่ของ DJ

ความหมายประมาณว่าเลียนแบบ อยากจะเป็นแบบนั้น



ความหมายก็มักจะเป็นในแง่ลบนะครับ

เหมือนพวกอยากเลียนแบบคนดังพวกเนี้ย



ยังมีเรื่องตลกที่ครูผมเล่าให้ฟังเลย

ครูเขาไปเปิดแผ่นแล้วเห็นกลุ่ม Hiphop Wannabe

กลุ่มใหญ่อย่างเท่ห์ แล้วจู่ๆมีรถเข็นขายแมลงทอด

ลุกไปซื้อกันทั้งกลุ่มนั่งกินกัน.........

แปลกไปอีกแบบ





โดยส่วนตัวผมก็ไม่ได้เกลียด Wannabe หรอก

สร้างสีสันให้สังคมดี แต่อย่าให้่มันเว่อร์เกินไป

แล้วจะเท่ห์ก็ไม่ต้องไปเลียนแบบใครหรอกคับ

เป็นตัวของตัวเองน่ะดีแล้ว สไตล์เราเอง


Be cool ......


เพลง Entry นี้

Paffendorf - Be Cool ฟังสบายๆ